Home ข่าวสาร สาระ วิ ธีใช้แอร์ยังไงให้ประหยัด เย็นสบาย ค่าไฟไม่พุ่ง

วิ ธีใช้แอร์ยังไงให้ประหยัด เย็นสบาย ค่าไฟไม่พุ่ง

42 second read
ปิดความเห็น บน วิ ธีใช้แอร์ยังไงให้ประหยัด เย็นสบาย ค่าไฟไม่พุ่ง
0

เข้าหน้าร้อนทีไรก็เป็นปัญหาทุกที กับการเปิดแอร์ แล้วค่าไฟพุ่งเป็นหล า ยเท่า ร้อนก็ร้อนแอร์ก็อย ากเปิด กลัวเปลืองไฟก็กลัว วันนี้เราจึงมีสาระความรู้เกี่ยวกับการใช้แอร์มาฝากกัน กับการเปิดแอร์ยังไงไม่ให้เปลืองไฟมาก จะเป็นอ ย่ างไรเราไปดูกันเลย

1. ตั้งอุณหภูมิให้พอเหมาะ

โดยทั่วไปแล้วเรามักจะเข้าใจว่าอุณหภูมิภายในห้อง ที่เหมาะต่อ การอยู่อาศัยอยู่แล้วรู้สึกสบายนั้น จะอยู่ที่ 25-26 องศา หากเกินนี้จะรู้สึกร้อนเกินไป แต่หากเลือ กเปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 28-30 องศา แล้วเลือ กเปิดพัดลมเพื่อเพิ่มความเร็วลมในห้อง

เราจะยังรู้สึกเย็นสบายอยู่เช่นเดิมและช่วยประหยัดพลังงานได้มากเพราะเครื่องปรับอากาศจะทำงานเบาลง หากเป็นช่วงเวลานอนควรตั้งอุณหภูมิไว้ ไม่ต่ำกว่า 28 องศา เนื่องด้วยในช่วงเวลาที่เราหลับร่างกายจะไม่สามารถปรับอุณหภูมิต ามสภาพอากาศได้จึงควรตั้งอุณหภูมิที่สูงไว้ เป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้อีกทาง

2. เสื้อผ้าใส่สบายเข้าไว้

เคยเห็นกันบ้างใช่ไหมคะ ออฟฟิศบางแห่งตั้ง อุณหภูมิห้องไว้ที่ 20 องศาแล้วบางท่าน โดยเฉพาะ คุณผู้หญิง ต่างโหมประโคมใส่เสื้อผ้าชุดกันหนาว ประดุจดั่งอยู่เมืองนอ กเมืองนา บ้างก็ใส่สูทตัวหนาเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นตัวอ ย่ างที่ไม่ดีมาก ๆ ค่ะ เพราะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ เราสามารถปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ 25 องศาแล้วใส่ เสื้อผ้าสบาย ๆ ให้ได้รับความเย็นที่กำลังพอ ดีได้ ในบ้านก็เช่นกันหากเลือ กใส่เสื้อผ้าที่สบาย ๆ แล้วเราตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 28 องศา จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าไปอีกแรง

3. ติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม

เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับตำแหน่งการติดตั้งแอร์ เพราะหากอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วจะสามารถลดค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนได้ ตำแหน่งที่เหมาะสมในการติดตั้งแอร์ FCU ตัวเครื่องที่ติดตั้งภายในห้อง ในบ้าน มีดังนี้

บริเวณที่ติดตั้งสามารถกระจายลมได้ทั่วถึงทั้งห้อง ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่ควรติดตั้งในมุมอับ หลีกเลี่ยงการติดตั้ง FCU ในบริเวณที่ใกล้กับประตู หน้าต่าง หรือพัดลมดูดอากาศเพราะจะทำให้อากาศเย็นภายใน

ถูกความร้อนภายนอ กไหลเข้ามาแทนที่ได้ง่าย อ ย่ าติดชิดผนังที่รับแดดจัด หรือทิศตะวันตก เพราะจะทำให้แอร์ทำงานหนัก ยิ่งเป็นห้องนอนที่ต้องอยู่อาศัยในช่วงเย็นด้วยแล้ว ยิ่งควรหลีกเลี่ยงตำแหน่งดังกล่าว

4. เครื่องใช้ไฟฟ้า เอามันออ กไป

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้อง อ ย่ างเช่น ตู้เย็น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องถ่ายเอกสาร หม้อ หุงข้าว เครื่องชงกาแฟ กาต้มน้ำไฟฟ้า รวมทั้งการเปิดไฟมากเกินความจำเป็น คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิห้องสูงขึ้นและทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นด้วย ดังนั้นชิ้นไหนไม่จำเป็น จึงควรย้ายออ กจากห้องและควรเปิดไฟแต่พอ ดี เพื่อให้ห้องเย็นสบาย

5. ต้องประหยัดไฟเบอร์ 5

จากสถิติการใช้ไฟฟ้าหล า ย ๆ ปีจะพบว่าช่วงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงเวลาที่เมืองไทยใช้พลังงานไฟฟ้ามากที่สุดเสมอ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เมืองไทย อากาศร้อนสุด ๆ สถิตินี้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าเมืองไทยใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อสร้างความเย็นให้ที่อยู่อาศัยมากเป็นอันดับต้น ๆ การเลือ กแอร์ที่ประหยัดไฟ จึงเป็นปัจจัยแรกที่ควรนึกถึงทุกครั้งที่เลือ กซื้อ เป็นที่ทราบกันดีค่ะว่า

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นระดับความประหยัดไฟฟ้าสูงที่สุดออ กโดยกระทรวงพลังงาน และจะมีตรากระทรวงประทับอยู่บนฉลากเสมอ แอร์ประหยัดไฟเบอร์ 5 จึงเป็นแอร์ที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเลือ กซื้อแอร์ติดตั้งภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแอร์แบบฝังในเพดาน แอร์ติดผนัง หรือแอร์เคลื่อนที่

6. เลือ กขนาดที่พอ ดีกับพื้นที่ภายในห้อง

อาจจะได้ยินกัน มาบ้างสำหรับค่า BTU British Thermal Unit คือหน่วยวัดปริมาณความร้อน โดยในเครื่องปรับอากาศจะใช้หน่วยวัดพลังเป็น BTU/hr. บีทียูต่อชั่ วโมง หรือจะเรียกง่าย ๆ ว่า BTU เทานั้น อาทิ เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 BTU/hr. หมายความว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องนี้สามารถดูดความร้อน BTU ภายในหนึ่งชั่ วโมง เครื่องปรับอากาศแต่ละรุ่นจะมีค่า BTU ต่างกันเริ่มตั้งแต่ 9,000-80,000 BTU ซึ่งถือเป็นค่าสูงสุด การเลือ กขนาด BTU ต ามความเหมาะสม ควรเลือ กต ามขนาดของห้อง สามารถคำนวณโดยใช้สูตร

พื้นที่ห้อง x ค่า Cooling Load Estimation = ค่า BTU ที่เหมาะสม ค่าประเมิน Cooling Load Estimation ที่เหมาะสมกับแต่ละห้อง

ห้องนอน 700-750 BTU/ต ารางเมตร

ห้องนั่งเล่น 750-850 BTU/ต ารางเมตร

ห้องทานอาหาร 800-950 BTU/ต ารางเมตร

ห้องครัว 900-1000 BTUต ารางเมตร

ห้องทำงาน 800-900 BTU/ต ารางเมตร

ห้องประชุม 850-1000 BTU/ต ารางเมตร

สูตรข้างต้นใช้คำนวณในกรณีที่ความสูงของเพดานที่สูงไม่เกิน 3 เมตรเท่านั้น หากห้องมีความสูงมากกว่าและมีปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มขึ้น อาทิ จำนวนผู้อยู่อาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือพื้นที่กระจกภายในห้อง จะต้องบวกค่า BTU เพิ่มด้วย หากเลือ กขนาดของ BTU มากติดตั้งในห้องขนาดเล็กก็จะเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ

7. ผ้าม่านช่วยได้เยอะ

ไม่ใช่แค่ความสวยงามเท่านั้น ผ้าม่านยังทำหน้าที่กันความร้อนอีกชั้นไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ภายในบ้าน โดยทั่วไปแล้วม่านหน้าต่างจะนิยมติดตั้ง 2 โดยชั้นแรกจะเป็นม่านกรองแสงที่ช่วยบังต าจากภายนอ ก ส่วนอีกชั้นจะเป็นผ้าม่านหนาที่นอ กจากจะช่วยสร้างความงามให้ห้องด้วยลวดล า ยสีสันที่หลากหล า ยแล้ว ม่านหนานี้ยังทำหน้าที่กันความร้อนจากภายนอ กไม่ให้เข้าสู่ภายในห้องโดยตรง ยิ่งปัจจุบันผ้าม่าน มีนวัตก ร ร มมากมายทั้งเก็บความเย็นภายในบ้าน ป้องกันแสงยูวี และอายุการใช้งานก็คงทนลวดล า ยคงอยู่ย าวนานด้วยและให้นำตู้มาตั้งชิดผนังด้านตะวันออ กหรือตะวันตก

ฝันงห้องฝั่งทางทิศตะวันออ ก/ตก จะร้อนเป็นพิเศษ เพราะถูกแดดส่องตลอ ดค่ะ ทำให้ห้องนั้นๆ ต้องตั้งอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติ เช่น 21-22 องศา บางทียังไม่เย็นขึ้นเลย แนะนำให้ลองนำตู้ไปตั้งชิดผนัง จะช่วยป้องกันการแผ่รังสีความร้อนจากผนังได้ ทำให้สามารถตั้งอุณหภูมิที่ 25อาศา ก็จะเย็นสบายเพียงพอแล้วค่ะ

8. งดกิจก ร ร มทำความร้อน

อ๊ะ อ ย่ าคิดลึกนะคะ กิจก ร ร มทำความร้อนที่ว่า คือ การสูบบุหรี่ภายในห้องปรับอากาศ เนื่องด้วยการสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศจะต้องเปิดพัดลมระบายอากาศเพื่อระบายควันและกลิ่นออ กจากห้อง การถ่ายอากาศส่วนหนึ่งออ กจากห้องและปล่อยให้อากาศภายนอ กเข้ามาทดแทนจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น เพี่อปรับอุณหภูมิภายในห้องให้เย็นเท่าเดิม

9. ตั้งอุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมเสริม

ตั้งอุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมเสริม ความเย็นสบาย หรือความสบายเชิงความร้อน Thermal Comfort เกิดขึ้นได้จากการมีปัจจัยหลัก 3 ประการที่สมดุลกัน คือ

1. อุณหภูมิ

2. ความชื้นสัมพัทธ์

3. ความเร็วลม

หากต้องการระดับความสบายเท่าเดิม เมื่อปัจจัยหนึ่งเปลี่ยนก็สามารถเปลี่ยนปัจจัยอื่นเป็นการทดแทนได้ การตั้งอุณหภูมิในห้องสูงขึ้น จะประหยัดพลังงานได้ โดยปกติแล้วก็จะตั้งได้สูงสุดประมาณ 25-26 C มิฉะนั้นจะร้อนเกินไป แต่ถ้าเราเปิดพัดลมช่วย เพิ่มความเร็วลม ในห้อง เราจะสามารถตั้งอุณหภูมิได้สูงถึง 28-30 C เพิ่มอุณหภูมิ โดยยังเย็นสบายเหมือนเดิม มีระดับความสบายเชิงความร้อนเท่ากัน โดยจะช่วยประหยัดพลังงานได้มา

ขอแถมเล็กน้อยค่ะ น่าจะเป็นประโยชน์กับ ออฟฟิศหรือห้างร้านขนาดใหญ่ ซึ่งจะใช้ ระบบปรับอากาศแบบน้ำเย็น หรือ Chiller ซึ่งใช้พลังงานประมาณ 1 หน่วย / ตัน / /ชั่ วโมง ตัวอ ย่ างเช่นเครื่องปรับอากาศขนาด 5 ตัน เปิดใช้งาน 4 ชั่ วโมง จะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 1 x 5 x 4 = 20 หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 20 x 3 = 60 บ า ท ค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3 บ า ทต่อหน่วย หากเรารู้วิ ธีคำนวนในลักษณะนี้ให้เหมาะสมกับแอร์ที่เราใช้ จะช่วยให้คำนวนค่าไฟได้แม่นยำขึ้นค่ะ

ที่มา  postsod

Load More Related Articles
Load More By kiddidee
Load More In ข่าวสาร สาระ
Comments are closed.

Check Also

4 ข้ อคิดใช้เ งิ นให้มีเก็บของคนเ งิ นเดือน 15,000

ทุกวันนี้อะไรก็ขึ้นราคาไปหมดมีอ ย่ างเดียวที่ไม่ขึ้นก็ค … …